เวลาอ่าน 1 นาที

การเทรดออปชันในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน

เมื่อซื้อขายออปชันในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวน ทิศทางของราคาอาจไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอีกต่อไป แต่สิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้นคือ ขนาดของการเคลื่อนไหวของราคา

 

เมื่อซื้อขายออปชันในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวน ทิศทางของราคาอาจไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอีกต่อไป แต่สิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้นคือ ขนาดของการเคลื่อนไหวของราคา

 

เมื่อซื้อขายออปชันในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวน ทิศทางของราคาอาจไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอีกต่อไป แต่สิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้นคือ ขนาดของการเคลื่อนไหวของราคา

ในหลายสถานการณ์ นักลงทุนอาจสามารถคาดการณ์ได้ว่าราคาของตลาดหรือสินทรัพย์หนึ่ง ๆ มีโอกาสเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง แต่กลับเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาว่าราคาจะเคลื่อนไปในทิศทางใด

เหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น ผลประกอบการของบริษัท การตัดสินใจทางการเมือง เหตุการณ์ทางธรรมชาติ หรือรูปแบบทางเทคนิคที่ส่งสัญญาณถึงการเคลื่อนไหวของราคาอย่างมาก ล้วนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการพิจารณากลยุทธ์การซื้อขายบนความผันผวน (Volatility Trading)

การซื้อขายบนความผันผวนช่วยลดความสำคัญของคำถามว่า “ราคาจะไปทางไหน?” และเปลี่ยนมาเป็นคำถามว่า “ราคาจะเคลื่อนไหวมากแค่ไหน?”

จากการประเมินสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น นักลงทุนสามารถเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับพอร์ตออปชันของตนเอง รวมถึงพิจารณาว่าช่วงเวลาใดเหมาะสำหรับการซื้อหรือขายความผันผวน

ก่อนเข้าสู่กลยุทธ์ต่าง ๆ สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจว่า Volatility คืออะไร และส่งผลต่อการซื้อขายออปชันอย่างไร


Volatility คืออะไร?

Volatility หรือความผันผวน หมายถึงระดับการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์อ้างอิง และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ใช้ในการกำหนดราคาออปชัน

ความผันผวนสะท้อนถึงระดับความไม่แน่นอน ความเสี่ยง และการแกว่งตัวของตลาด โดยทั่วไปหมายถึงขนาดของการเปลี่ยนแปลงราคาของสินทรัพย์ภายในช่วงเวลาหนึ่งในตลาดการเงิน

เราสามารถแบ่งความผันผวนออกเป็น 3 ประเภทหลัก:

1. Historical Volatility (ความผันผวนในอดีต)

Historical Volatility คือค่าความผันผวนที่คำนวณจากส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของผลตอบแทนจากสินทรัพย์อ้างอิง

ค่าประเภทนี้สามารถคำนวณได้ตลอดเวลา และเป็นข้อมูลที่สามารถทราบล่วงหน้าได้

2. Implied Volatility (ความผันผวนโดยนัย)

Implied Volatility คือระดับความผันผวนที่สะท้อนอยู่ในราคาการซื้อขายของออปชัน

การคำนวณทำได้ค่อนข้างซับซ้อน และเป็นการประเมินว่าตลาดคาดว่าสินทรัพย์อ้างอิงจะมีความผันผวนมากน้อยเพียงใดตลอดอายุของออปชัน

3. Future Volatility (ความผันผวนในอนาคต)

Future Volatility คือความผันผวนที่เกิดขึ้นจริงของสินทรัพย์อ้างอิงตลอดอายุของออปชัน

ค่าดังกล่าวไม่สามารถคำนวณได้จนกว่าออปชันจะหมดอายุ


เมื่อกำหนดกลยุทธ์ตามระยะเวลาของออปชัน นักลงทุนควรพิจารณาทั้ง Historical Volatility ในช่วงก่อนหน้าการซื้อขาย และระดับ Implied Volatility ที่ออปชันกำลังซื้อขายอยู่ในตลาด เพื่อประเมินว่าออปชันนั้นมีการซื้อขายด้วยระดับความผันผวนที่สูงหรือต่ำเกินไป

นอกจากนี้ ควรทราบว่าผู้ออกออปชันไม่ได้ใช้ค่า Implied Volatility เดียวกันสำหรับราคาใช้สิทธิ (Strike Price) ทุกระดับ แต่แต่ละ Strike Price จะมีค่า Implied Volatility ที่แตกต่างกัน

ตัวอย่างเช่น Call Option อายุ 3 เดือนของ EURUSD ที่มี Strike Price 1.23 จะไม่ได้รับการประเมินมูลค่าเหมือนกับ Call Option ที่มี Strike Price 1.29

เหตุผลที่เกิดความแตกต่างนี้คือเพื่อช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการคาดการณ์ ซึ่งเป็นข้อจำกัดของแบบจำลองการกำหนดราคาออปชัน เนื่องจากแบบจำลองมักตั้งสมมติฐานว่าผลตอบแทนของสินทรัพย์อ้างอิงเป็นไปตามรูปแบบการกระจายตัวบางประเภท ซึ่งในความเป็นจริงอาจไม่ถูกต้องทั้งหมด

กราฟที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง Implied Volatility และ Strike Price เรียกว่า Volatility Smile

Volatility Smileที่มา: XTB

ข้อมูลที่นำเสนอเป็นข้อมูลผลการดำเนินงานในอดีต ซึ่งไม่สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงานในอนาคตได้


กลยุทธ์การซื้อขายออปชันตามความผันผวน

ต่อไปนี้คือกลยุทธ์พื้นฐานสำหรับการซื้อขายตามความผันผวน และวิธีประเมินว่าสถานการณ์ใดเหมาะสมกับแต่ละกลยุทธ์

โดยทั่วไป โครงสร้างของกลยุทธ์มักไม่ได้ถูกถือไว้จนถึงวันหมดอายุเสมอไป นักลงทุนมักปรับเปลี่ยนหรือปิดบางส่วนของกลยุทธ์ (เรียกว่า “Legs”) ตามการเคลื่อนไหวของราคา เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุด


Cone หรือ Straddle

Cone หรือ Straddle ถือเป็นกลยุทธ์ซื้อขายความผันผวนที่มีความเชิงรุกมากที่สุด

กลยุทธ์ Long Straddle ประกอบด้วยการซื้อ Call Option และ Put Option ที่มี Strike Price เดียวกัน โดยทั่วไปมักเป็นสถานะ In The Money (ITM)

กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับสถานการณ์ที่นักลงทุนคาดว่าราคาสินทรัพย์อ้างอิงจะเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง

ข้อเสียคือเป็นกลยุทธ์ที่มีต้นทุนสูงที่สุดในกลุ่มกลยุทธ์ความผันผวน แต่มีจุดคุ้มทุน (Break-even Points) ที่อยู่ใกล้กว่ากลยุทธ์อื่น

ในทางกลับกัน นักลงทุนสามารถใช้ Short Straddle เมื่อคาดว่าราคาสินทรัพย์อ้างอิงจะไม่มีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว หรือเมื่อประเมินว่า Implied Volatility ของออปชันอยู่ในระดับสูงเกินไป


Cradle หรือ Strangle

Cradle หรือ Strangle เป็นกลยุทธ์ที่คล้ายกับ Straddle แต่ใช้ Options ที่อยู่ Out of The Money (OTM)

รูปแบบนี้ช่วยลดต้นทุนของกลยุทธ์ แต่ทำให้จุดคุ้มทุนอยู่ห่างออกไปมากขึ้น

ผู้ที่ใช้ Long Strangle คาดหวังว่าสินทรัพย์อ้างอิงจะต้องเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงมากกว่า Long Straddle เนื่องจากราคาต้องเคลื่อนที่มากพอเพื่อชดเชยระยะห่างจาก Strike Price

สำหรับ Short Strangle นักลงทุนจะได้รับ Premium ที่น้อยกว่า แต่สามารถรองรับการเคลื่อนไหวของราคาได้มากขึ้นก่อนที่จะเข้าสู่ภาวะขาดทุน


Buy Butterfly

Buy Butterfly เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ออปชันที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด เช่นเดียวกับกลยุทธ์ประเภท Spread

กลยุทธ์นี้ประกอบด้วยออปชัน 4 สัญญา โดยเริ่มจาก:

  • ซื้อ Call Option ที่มี Strike Price ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน (ITM)
  • ขาย Call Option จำนวน 2 สัญญา ที่ระดับ Strike Price ใกล้ราคาปัจจุบัน (ATM)
  • ซื้อ Call Option อีก 1 สัญญา ที่ Strike Price สูงกว่า (OTM)

กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับช่วงตลาดที่นักลงทุนคาดว่าราคาจะมีความผันผวนต่ำ แต่ยังต้องการจำกัดความเสี่ยงหากตลาดเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง


Sell Butterfly

Sell Butterfly เป็นกลยุทธ์ที่ออกแบบมาเพื่อคาดการณ์ว่าราคาจะเคลื่อนไหวอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีโอกาสได้รับผลตอบแทนไม่สูงมาก แต่ก็จำกัดความเสี่ยงจากการขาดทุน

กลยุทธ์นี้ประกอบด้วย:

  • ขาย Call Option แบบ ITM
  • ซื้อ Call Option แบบ ATM จำนวน 2 สัญญา
  • ขาย Call Option แบบ OTM

ความสำเร็จของกลยุทธ์นี้ขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่าง Premium ที่ได้รับจากการขาย Call Options และ Premium ที่จ่ายสำหรับการซื้อ Call Options ตรงกลาง

ผลกำไรของกลยุทธ์นี้มีข้อจำกัด และจะเกิดขึ้นเมื่อราคาของสินทรัพย์อ้างอิงอยู่ภายนอกช่วงราคากลางเมื่อถึงวันหมดอายุ


เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นและใช้สำหรับการศึกษาเท่านั้น ความคิดเห็น การวิเคราะห์ ราคา หรือเนื้อหาอื่น ๆ ในเอกสารนี้ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คำแนะนำในการลงทุน หรือเพื่อให้ความเข้าใจด้านกฎหมายของประเทศ Belize

ผลประกอบการในอดีตไม่ได้เป็นการรับประกันถึงผลประกอบการในอนาคต การกระทำหรือการตัดสินใจใด ๆ ตามข้อมูลในเอกสารนี้ เป็นความเสี่ยงของผู้ดำเนินการเอง XTB ไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อความสูญเสีย ความเสียหาย หรือผลกำไรหรือขาดทุนใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมจากการใช้ข้อมูลในเอกสารนี้

ทุกการตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาอย่างรอบคอบ และเป็นความรับผิดชอบของท่านเอง

 

1 นาที

ผลิตภัณฑ์การลงทุน XTB มีอะไรบ้าง? เปรียบเทียบการลงทุนความเสี่ยงต่ำและความเสี่ยงสูง

1 นาที

Vanilla Options

1 นาที

ไบนารีออปชัน (Binary Options)

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เราให้บริการมีความเสี่ยง เศษหุ้น (Fractional Shares) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการจาก XTB แสดงถึงการเป็นเจ้าของหุ้นบางส่วนหรือ ETF เศษหุ้นไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินอิสระ สิทธิของผู้ถือหุ้นอาจถูกจำกัด
ความสูญเสียสามารถเกินกว่าเงินที่ฝาก